วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ทอ.ยันซื้อเครื่องบินยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง 'ศรีสุวรรณ' เตรียมฟ้องศาล รธน. 20 ก.ค.นี้


โฆษกกองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ T-50TH ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ยันซื้อโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้าน 'ศรีสุวรรณ' เตรียมฟ้องศาล รธน. 20 ก.ค.นี้

13 ก.ค. 2560 จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ การจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ T-50TH ในระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง เพื่อให้ครบ 12 เครื่อง วงเงินประมาณ 8,800 ล้านบาทเศษ งบประมาณผูกพัน 3 ปี ให้กับกองทัพอากาศ ซึ่งมีการอนุมัติก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศจัดเตรียมงบประมาณไว้แล้ว โดยระยะแรก อนุมัติซื้อไปเมื่อปี 58 จำนวน 4 ลำ ด้าน ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านและระบุว่าการจัดซื้อเครื่องบินอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 75 และมาตรา 76

โฆษก ทอ.ยันซื้อเครื่องบินยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ล่าสุดวานนี้ (12 ก.ค.60) กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจง โครงการจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวว่า ในฐานะที่เราเป็นชาติที่มีเอกราชและอธิปไตย การจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพที่เหมาะสม เพียงพอ และที่จำเป็นเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้ การดำเนินการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อการป้องกันประเทศ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้กองทัพมีหน้าที่ในการเตรียมกำลังและป้องกันราชอาณาจักร 
"ไม่มีทางสรุปง่ายๆ ได้เลยว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเพื่อการป้องกันประเทศเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ประกอบมาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพ"

ส่วนที่ศรีสุวรรณระบุว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขัดต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสะท้อนว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังนั้น โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศในครั้งนี้ ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน

พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ ยังยืนยันว่า โครงการดังกล่าวมีความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ซึ่งกำหนดโครงสร้างกำลังรบของกองทัพอากาศให้มีฝูงบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น โดยการจัดหาเครื่องบิน T-50TH ในครั้งนี้ จะเข้าประจำการทดแทนเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ L-39 (ในฝูงบินเดิม) ซึ่งปัจจุบันได้ทยอยปลดประจำการเนื่องจากครบอายุการใช้งาน หากไม่มีการจัดหาทดแทนจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ

"การจัดทำงบประมาณประเทศเป็นกระบวนการทางกฎหมาย เรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการจนเป็นรายการตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 การจัดทำงบประมาณเป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐบาล โดยรายการดังกล่าวมีการวางแผนผูกพันงบประมาณข้ามปี และแบ่งชำระเป็น 4 ปี (พ.ศ.2560 - 2563) เป็นการทยอยจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณที่กองทัพอากาศได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงฯ ทำให้ไม่สามารถชะลอการจัดซื้อฯ ได้เพราะจะกระทบต่อการฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศ ส่งผลต่อการเตรียมกำลังกองทัพอากาศเพื่อการป้องกันประเทศตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ" พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ศรีสุวรรณ เตรียมฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ 20 ก.ค.นี้

ด้าน ศรีสุวรรณ เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แถลงคัดต้านข้อแถลงดังกล่าวด้วย ดังนี้ 
  • 1) การจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ดังกล่าว ไม่สอดคล้องใด ๆ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 แต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ “รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อป้องกันประเทศ” ไม่ได้กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้เพื่อป้องกันประเทศ” แต่อย่างใด อีกทั้ง “การเตรียมกำลัง” ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 นั้น มี “พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497” บัญญัติไว้รองรับชัดเจนอยู่แล้ว ที่กำหนดให้ให้เฉพาะชายที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์เพื่อรับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน อันถือได้ว่าเป็น “การเตรียมกำลัง” ไว้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติโดยชัดแจ้ง ดังนั้น การอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH จึงเป็น “การตะแบง” ที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
  • 2) การอ้างมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุขของประชาชนโดยรวมนั้น เป็นการกล่าวอ้างโดยไม่คำนึงถึงมาตรา 3 วรรคแรกเสียก่อนที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยเป็นของกองทัพอากาศ หรือของกระทรวงกลาโหม หรือของรัฐบาลฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการที่หน่วยงานรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น กองทัพอากาศควรที่จะต้องไปพิจารณาและปฏิบัติให้เป็นไปตามหมวดที่ 5 ว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ในมาตรา 51 มาตรา 53 ประกอบมาตรา 62 และมาตรา 63 ด้วย จึงจะถูกต้อง
  • 3) การอ้างมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตยบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพนั้น ข้ออ้างดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงกับบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐอย่างไร เมื่อเทียบกับ กรณีเขาพระวิหาร กรณีที่มีชาวกัมพูชาเข้ามายึดครองที่ดินทำกินบริเวณหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว กรณีพื้นที่ทับซ้อนแหล่งปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย และล่าสุดกรณีการอนุญาตให้สถาปนิก และวิศวกรจีนเข้ามาก่อสร้างและดำเนินการรถไฟความเร็วสูง อย่างไร กองทัพอากาศได้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับกรณีที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้มาตรา 52 ดังกล่าวเป็นการบัญญัติให้ “รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ” ไม่ใช่กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้” แต่อย่างใด ซึ่งในยุค 4.0 นี้เขาใช้การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพในการรักษาบูรณภาพแห่งอาณาเขต สิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐกันแล้ว ไม่ใช่ “การสะสมอาวุธ” ดังที่กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา และในรอบ 50 ปีที่ผ่านมากองทัพไทยได้สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายมหาศาลจนเกินจำเป็นแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคงแห่งรัฐอีกหรือ ?
  • 4) ข้อกล่าวอ้างที่ว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ถามหน่อยเถิดว่า สอดคล้องกับหลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล หลักความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้อย่างไร ประชาชนคนธรรมดาสามารถตรวจสอบกระบวนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพได้อย่างไร โดยวิธีการใด และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ที่กล่าวอ้างนั้น กระทรวงกลาโหมได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเจ้าของประเทศที่แท้จริงเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร

           แถลงการณ์ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุด้วยว่า สมาคมฯ จะไปแถลงรายละเอียดและประเด็นการคัดค้านอีกครั้งในวันพุธที่ 19 ก.ค. พ.ศ.2560 เวลา 10.00-12.00 น. ในเวทีอภิปรายสาธารณะ “แก้ปัญหาคอรัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า ? (ครั้งฉุกเฉิน 2) ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ และจะนำความไปหาข้อยุติโดยยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันพฤหัสที่ 20 ก.ค. 2560 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อาคาร A ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ กทม.ด้วย

จอม เผยได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ในอเมริกา ย้ำมีพลังใจทำงานสื่อเพื่อประชาธิปไตยมากขึ้น


จอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ผู้ลี้ภัยในต่างแดนหลังถูกคำสั่ง คสช. เรียกรายงานตัวตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ในอเมริกาแล้ว ระบุสถานะนี้ทำให้มีพลังใจในการทำงานสื่อเพื่อประชาธิปไตยและเพื่อปากเสียงของคนไทยได้มากขึ้น

13 ก.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ก.ค.60) จอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะกรณีได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ในอเมริกาว่า ขอกราบขอบพระคุณ ทุกๆ กำลังใจ ที่หลั่งไหลเข้ามานะครับ หลังจากที่ทราบข่าวว่า ตนได้รับสถานะ ผู้ลี้ภัย อย่างสมบูรณ์ในอเมริกา
จอม ระบุด้วยว่า ทีแรกไม่อยากจะบอกใคร นอกจากสมาชิกในครอบครัว แต่เมื่อคนที่รู้จักทราบเรื่อง ก็มีการนำไป เผยแพร่และเขียนความคิด ความรู้สึกเพิ่มเติมเข้าไป ต้องขอขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เพราะหลายคนรู้ว่า สภาพความเป็นอยู่ในขณะที่ยังไม่ได้รับรองเป็นผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร 
"ก็อยากจะขอชี้แจงเพื่อให้หายห่วงใยกันนะครับ คือ สถานะที่ผมได้รับเป็น สถานะผู้ลี้ภัย นะครับ ไม่ใช่ กรีนคาร์ด แต่เนื่องจากสถานะผู้ลี้ภัยจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพ เกือบจะเท่ากับคนที่มี กรีดคาร์ด ทำให้คนไทยในอเมริกาส่วนใหญ่ก็มักจะสรุปรวมว่ามีค่าหรือมีความหมายเท่ากัน ซึ่ง ทนายความบอกว่า หลังจากได้สถานะผู้ลี้ภัยแล้ว การ apply green card ก็เร็วและง่ายขึ้น โดยจะใช้เวลาไม่เกิน 4 เดือน และเมื่อได้ green card แล้วก็สมัครเป็น พลเมือง citizenship ก็จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ของอเมริกา ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเราอีกทีว่า สุดท้ายแล้วจะยอมทิ้งมาตุภูมิที่ให้กำเนิด เพื่อยอมเป็นพลเมืองในแผ่นดินใหม่เพื่อใช้เป็นที่พักพิงสุดท้ายหรือไม่ 
ต่อกรณีคำถามที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์แล้ว จะทำให้ความเป็นอยู่ต่างไปจากเดิมอย่างไรนั้น จอม โพสต์ตอบว่า สบายใจและเบาใจมากขึ้นในการดำรงชีวิต ประการสำคัญแรกสุดคือ การรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพ เจ็บป่วย ไม่สบาย ก็จะได้รับการดูแลรักษาฟรี ถัดมาคือเรื่องอาหารส่วนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ถัดมาคือเรื่อง อาชีพ จะได้รับการแนะนำ ช่วยเหลือ ฝึกทักษะให้ถ้าต้องการทำงานในสายอาชีพ และไม่ต้องต่ออายุ working permit เป็นรายปีอีกต่อไป นับจากนี้ไปก็สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกแห่งตามความสามารถ 
"สถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีพลังใจในการทำงานสื่อเพื่อประชาธิปไตย และเพื่อปากเสียงของคนไทยได้มากขึ้นด้วย ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับทุก ๆ กำลังใจอีกครั้งนะครับ ขอบคุณที่เป็นลมใต้ปีกให้สามารถเข้มแข็ง มีแรงบินมาได้จนถึงทุกวันนี้ แม้จะรู้ว่าจะยังต้องประคองตัวเองให้บินอยู่ได้ต่อไปอีกยาวไกลก็ตาม" จอม โพสต์
ตัวอย่างภาพรายการของจอมที่เผยแพร่ทางยูทูบ
สำหรับ จอม สื่อมวลชนอิสระ หลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกตัวเขาเพื่อเข้ารายงานตัวด้วยคำสั่ง คสช. 82/2557 โดยปัจจุบัน จอม ได้ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ จนล่าสุดได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างสมบูรณ์ในอเมริกา ปัจจุบัน เขา ยังคงผลิตรายการสัมภาษณ์ผ่านทางยูทูบจำนวนมาก ผ่านช่อง 'jom voice' โดยช่องนี้ ตั้งแต่ เม.ย.ที่ผ่านมา ถูกปิดกันการเผยแพร่สำหรับผู้ที่ตั้งค่าโลเคชั่นในประเทศไทย โดยเมื่อเข้าหน้ารวมของช่อง จะมีข้อความ "ไม่สามารถดูช่องนี้ได้ในประเทศของคุณ"
ภาพยูทูบช่อง 'jom voice' ที่ถูกระงับการเผยแพร่สำหรับผู้ที่ตั้งโลเคชั่นในประเทศไทย

คสช. สั่งกองทัพบก เปิด 'ตู้ปณ.-สายด่วน' รับเรื่องร้องเรียนทุจริต


ประยุทธ์ มีคำสั่งให้ คสช.-กองทัพบก เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตประพฤติมิชอบ เรียกรับสินบน หรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง 

13 ก.ค. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้า คสช. มีคำสั่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติและกองทัพบก ซึ่งรวมไปถึงกองทัพภาคและหน่วยทหารของกองทัพบกในพื้นที่ เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตประพฤติมิชอบ เรียกรับสินบน หรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยการเปิดตู้ ปณ.และสายด่วนให้ประชาชนแจ้งข้อมูลเบาะแสต่าง ๆ โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นผู้รับผิดชอบ
“นายกฯ กำชับให้ คสช.และกองทัพเร่งดำเนินการ และแจ้งให้ประชาชนทราบ เนื่องจากการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงและเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ การขาดความศรัทธาในหน่วยงานของรัฐ ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และกระทบต่อความเชื่อถือของต่างประเทศ” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  เรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด  นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมมายาวนาน เปลี่ยนประเทศไทยให้ใสสะอาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน
ล่าสุด เฟซบุ๊ก กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า "โกงเก่าโกงใหม่ ต้องไม่ให้มีที่ยืน" ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ข้อมูลความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ที่ "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ของ คสช.
สำหรับรูปแบบวิธีการระบุหน้าซองจดหมาย ถึง "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ของ คสช. สามารถทำได้ใน 2 รูปแบบ ดังตัวอย่าง กรุณาส่ง (1.) ตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 หรือ (2.) สำนักงานเลขาธิการ คสช. ตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200

วิกฤตตุลาการคือการขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย


เลือกประธานศาลฎีกาไม่ได้ ทำไมจึงเป็นวิกฤตตุลาการ? ‘ประชาไท’ ชวนตั้งคำถามหรือวิกฤตตุลาการคือการขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ไม่ยึดโยงประชาชน ขาดห่วงโซ่แห่งความชอบธรรม นักนิติศาสตร์เสนอโมเดลเชื่อมโยงประชาชน ชี้อาการรังเกียจการเมือง-นักการเมืองเป็นปมปัญหาใหญ่ปฏิรูปตุลาการ
เมื่อ ศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา วีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกาคนที่ 43 ซึ่งจะเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายน 2560 ก่อนที่ ก.ต. จะมีมติเอกฉันท์แต่งตั้งชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการคนที่ 44
กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถูกจับตาและตั้งข้อสังเกตไปต่างๆ นานา เนื่องจากกรณีเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับองค์กรตุลาการที่ค่อนข้างจะเคร่งครัดกับระบบอาวุโส
อย่างน้อยก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่วิกฤตตุลาการปี 2534 ที่ฝ่ายการเมืองที่นำโดยประภาศน์ อวยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม งัดข้อกับฝ่ายตุลาการนำโดยโสภณ รัตนากร ประธานศาลฎีกา เมื่อฝ่ายแรกต้องการดันสวัสดิ์ โชติพานิชขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาต่อจากโสภณ ขณะที่โสภณกลับเสนอให้ประวิทย์ ขัมภรัตน์ ซึ่งมีอาวุโสน้อยกว่าสวัสดิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากตน
แต่สุดท้าย 8 พฤศจิกายน 2534 ก็มีพระบรมราชโอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้สวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานศาลฎีกา ทำให้ม็อบผู้พิพากษากว่า 500 คนที่ชุมนุมกันที่เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ (หรือเซ็นทรัล เวิร์ลในปัจจุบัน) มีมติน้อมรับพระราชโองการในที่สุด แต่เรื่องก็ยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อ 11 กันยายน 2535 รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ.2521 แต่ถูกต่อต้านจากผู้พิพากษากว่า 700 คนทั่วประเทศ เนื่องจากเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะทำให้ฝ่ายบริหารเข้ามามีอิทธิพลเหนือผู้พิพากษาและทำลายหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเมื่อชวน หลีกภัย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 23 กันยายน 2535 แล้ว 7 ตุลาคม 2535 สภาผู้แทนราษฎรก็มีมติเอกฉันท์ไม่อนุมัติพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว
อาจกล่าวได้ว่า ทุกอย่างจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายตุลาการที่ยังสามารถป้องกันการ ‘แทรกแซง’ จากฝ่ายการเมืองได้อีกครั้ง
วิกฤตความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
กับกรณีการแต่งตั้งประมุขฝ่ายตุลาการที่เพิ่งผ่านไป ด้านศิริชัยเองก็ยืนยันว่าจะไม่มีการฟ้อง ก.ต. ดังที่เป็นข่าว ฝ่ายที่หวั่นวิตกว่าจะเกิดวิกฤตตุลาการคงจะเบาใจได้ อย่างไรก็ตาม ชวนตั้งคำถามว่า จะเกิดวิกฤตได้อย่างไร ในเมื่อครั้งนี้การแต่งตั้งประธานศาลฎีกาเป็นเรื่องภายในของเหล่าผู้พิพากษาเท่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องหรือพยายามแทรกแซงแต่อย่างใด
อีกทั้งในบริบทปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่าฝ่ายการเมืองซึ่งมาจากการรัฐประหารกับฝ่ายตุลาการค่อนข้างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่แล้ว
ตรงกันข้าม ประชาไททดลองตั้งสมมติฐานใหม่ว่า หรือจริงๆ แล้ว องค์กรตุลาการของไทยวิกฤตมาก่อนหน้านี้นานแล้ว โดยเฉพาะวิกฤต ‘ความชอบธรรมทางประชาธิปไตย’ ที่ไม่สามารถสืบสาวหรือยึดโยงกลับไปหาประชาชนได้เลย
หากดูตำแหน่ง ก.ต. จำนวน 15 คน จะพบว่า 13 คนมาจากฝ่ายตุลาการ ที่เหลืออีก 2 คนมาจากการคัดเลือกของวุฒิสภา ซึ่งเป็นความพยายามหาจุดยึดโยงกับประชาชนอันเป็นผลสืบเนื่องจากการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คนนี้ถูกเลือกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกทั้งในอนาคต ประเทศไทยจะมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด 250 คน ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ความพยายามยึดโยงกับประชาชนที่บางเบาอยู่แล้ว จึงหายไปในทันที
ห่วงโซ่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขาดหาย
ฤทธิภัฏ กัลป์ยาณภัทรศิษฏ์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้ศึกษาเรื่องการถ่วงดุลและตรวจสอบฝ่ายตุลาการในระบบกฎหมายไทย กล่าวว่า ระบบ ก.ต. เกิดขึ้นในฝรั่งเศสเพื่อสร้างการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายตุลาการ เนื่องจากผู้มีอำนาจแต่งตั้งผู้พิพากษาคือรัฐมนตรี ก.ต. จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าฝ่ายการเมืองแต่งตั้งคนเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่
“แต่ของเรากลับมีปัญหา หลังการปฏิวัติ 2475 อาจารย์ปรีดี พนงยงค์ พยายามนำโมเดลนี้มาใช้ คือรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจแต่งตั้งผู้พิพากษาและมีการตั้ง ก.ต. ขึ้นมาถ่วงดุลกับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม แต่ระบบนี้ถูกเปลี่ยนประมาณปี 2500 เปลี่ยนไปให้ ก.ต. มีอำนาจในการควบคุมการคัดเลือกผู้พิพากษาทั้งหมด รัฐมนตรีมีอำนาจแค่คัดค้าน ถ้าจะไม่แต่งตั้งก็ต้องโยนกลับมาที่ ก.ต. ซึ่ง กต. ก็จะมีอำนาจยืนยันมติของตนเองและแต่งตั้งไปตามนั้น แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งตอนรัฐธรรมนูญปี 2540 มีการตรา พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ปี 2542 และ 2543 ตอนนั้นตัดอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมไปเลย กลายเป็นประธานศาลฎีกาเป็นคนแต่งตั้งตามข้อเสนอของ ก.ต.”
ถามว่า ก.ต. ที่มีสัดส่วน 2 คนที่มาจากการคัดเลือกของวุฒิสภาถือว่ามีความเชื่อมโยงกับประชาชนเพียงพอหรือไม่ ฤทธิภัฏ กล่าวว่า ไม่พอ เพราะโดยหลักแล้วสมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งต้องเชื่อมโยงกลับไปหาประชาชนได้ เช่น ผู้พิพากษาตั้งจาก ก.ต. ต้องย้อนกลับไปว่า ก.ต. มาจากไหน ถ้า ก.ต. มาจากผู้พิพากษาด้วยกันเอง ลักษณะนี้เรียกว่าห่วงโซ่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขาดไป แต่ถ้า ก.ต. มาจากสภา สภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ลักษณะนี้ห่วงโซ่ความชอบธรรมจะย้อนกลับไปหาประชาชนได้
"ประธานศาลฎีกาของไทยมีอำนาจควบคุมการบริการตุลาการด้วย ดังนั้น โดยสภาพผู้ที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ควรได้รับความชอบธรรมหรือได้รับการอนุมัติมาจากตัวแทนประชาชน"
“เมื่อเดินมาแบบนี้ทำให้การคัดเลือกหรือแต่งตั้งผู้พิพากษาถูกตัดออกจากฝ่ายการเมือง ซึ่งในมุมมองของฝ่ายตุลาการมองว่า ถ้าปล่อยให้การเมืองเข้ามายุ่งจะทำให้เสียความเป็นอิสระ แต่ขณะเดียวกันเมื่อตัดฝ่ายการเมืองออกไปก็เท่ากับตัดขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยออกไปด้วย”
มิซซูรี แพลน-เมอร์ริต แพลน
ฤทธิภัฏ อธิบายว่า ในต่างประเทศมีหลายโมเดลที่จะทำให้ห่วงโซ่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยไม่ขาดตอน ขณะที่การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสองฝ่ายยังคงมีอยู่ และความมีอิสระของฝ่ายตุลาการไม่ถูกกระทบกระเทือน เช่น การให้ประชาชนเลือกผู้พิพากษาโดยตรง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในระดับมลรัฐในอเมริกาฯ ในการเลือกผู้พิพากษาระดับล่าง มีข้อดีว่าความชอบธรรมหรือการยอมรับผู้พิพากษาจากประชาชนจะมีสูง ส่วนข้อเสียคือการเลือกตั้งไม่สามารถคัดกรองคนที่มีความรู้ความสามารถ ในบางกรณีอาจเป็นการเลือกตามกระแส ตามอารมณ์ของสังคมในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้ได้ผู้พิพากษาที่ไม่มีคุณภาพดีพอ
อีกโมเดลหนึ่งที่ใช้ในอเมริกาฯ เรียกว่า มิสซูรี แพลน ระบบนี้จะมีกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้พิพากษา กรรมการชุดนี้ครึ่งหนึ่งมาจากผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย อีกครึ่งมาจากฝ่ายการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งเข้ามา แล้วทำการเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติจะเป็นผู้พิพากษา ทำเป็นบัญชีรายชื่อประมาณสามสี่คนส่งให้ผู้ว่าการรัฐเป็นผู้เลือกจากบัญชีรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการเลือกจะต้องไปเรียนการเป็นผู้พิพากษาและทำงานประมาณปีหรือสองปีตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อครบกำหนดแล้วจึงให้ประชาชนลงมติว่าจะให้ผู้พิพากษาคนดังกล่าวยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ กล่าวได้ว่าเป็นการเลือกเพื่อรักษาตำแหน่งผู้พิพากษา
ขณะที่ญี่ปุ่นนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้เรียกว่า Merit Plan โดยคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้เลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุด 15 คนและสามารถทำงานได้ทันที แต่เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไป ประชาชนมีสิทธิลงคะแนนว่าจะให้ผู้พิพากษาดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ หากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบก็จะสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ 10 ปี เมื่อครบ 10 ปี ประชาชนก็จะลงมติซ้ำว่าจะให้เป็นต่ออีกหรือไม่ ขณะที่ผู้พิพากษาระดับล่าง คณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งตามที่ผู้พิพากษาศาลสูงสุดเสนอมา เป็นการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายตุลาการ
ประธานศาลฎีกาควรได้รับความชอบธรรมจากตัวแทนประชาชน
ส่วนกรณีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาของไทย ฤทธิภัฏ กล่าวว่า
“ในความเห็นของผมต้องดูก่อนว่า ประธานศาลฎีกามีหน้าที่อะไรบ้าง หลังจากรัฐธรรมนูญ 2540 มีการแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรม หมายถึงว่าให้ฝ่ายตุลาการรับผิดชอบจัดทำบริการสาธารณะทางตุลาการ คือจัดสถานที่ จัดบุคลากร ตัดสินข้อพิพาทให้แก่ประชาชนทั่วไป ก่อนปี 2540 งานนี้เป็นภารกิจ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง หลังปี 2540 อำนาจนี้ถูกโอนมาให้ฝ่ายตุลาการ คนที่รับผิดชอบงานนี้คือประธานศาลฎีกาทำหน้าที่กุมนโยบาย แต่ในโครงสร้างจะมีองค์กรที่คอยถ่วงดุลอำนาจประธานศาลฎีกาอีกทีหนึ่ง
“เพราะฉะนั้นประธานศาลฎีกาที่คนทั่วไปอาจจะคิดว่าตัดสินคดีอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วประธานศาลฎีกาของไทยมีอำนาจควบคุมการบริการตุลาการด้วย ดังนั้น โดยสภาพผู้ที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ควรได้รับความชอบธรรมหรือได้รับการอนุมัติมาจากตัวแทนประชาชน ในความเห็นของผมอาจอนุมัติโดยให้สภาเป็นผู้ลงมติเห็นชอบ โดย ก.ต. อาจทำหน้าที่คัดกรองคุณสมบัติ ทำบัญชีรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติ แล้วให้สภาคัดเลือก ซึ่งจะเชื่อมโยงความชอบธรรมทางประชาธิปไตยได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะไม่ทั้งหมด”
บริหาร-ตุลาการ ถ่วงดุลหรือแทรกแซง?
แต่ด้วยบุคลิกของสังคมไทยที่รังเกียจการเมืองและนักการเมือง การสร้างห่วงโซ่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตย การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและตุลาการ มักถูกหันเหไปสู่ประเด็นว่าการเมืองแทรกแซงฝ่ายตุลาการ ฤทธิภัฏ แสดงความเห็นว่า
“ในสังคมมองว่าตุลาการเป็นฝ่ายเทพ ถ้าให้การเมืองเข้ามาแต่งตั้งผู้พิพากษาจะทำให้ฝ่ายตุลาการแปดเปื้อนไปด้วย ซึ่งปมนี้เป็นปมที่แกะยากที่สุดในสังคมไทย การที่ ก.ต. มีอำนาจแบบนี้เคยมีความพยายามจะแก้อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จะออกมาเป็นประกาศคณะปฏิวัติ แต่ก็โดนสื่อมวลชนและสังคมประณามว่าจะทำให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงฝ่ายตุลาการ สุดท้ายก็ต้องยกเลิกไป อีกครั้งหนึ่งคือตอนวิกฤตตุลาการ 2534 ที่พยายามจะออกพระราชกำหนดแก้สัดส่วนใน ก.ต. ก็โดนต่อต้าน จนต้องถอนออกไปเหมือนกัน ซึ่งตรงนี้เป็นปมที่ยากที่สุดในการปฏิรูปฝ่ายตุลาการบ้านเรา”
ฤทธิภัฏ กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศที่แม้ว่าจะมีความรังเกียจฝ่ายการเมือง แต่ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าตนมีอำนาจสามารถควบคุมฝ่ายการเมืองได้ ซึ่งต่างกับในประเทศไทย เขาอธิบายเพิ่มเติม เหตุนี้ นอกจากการนำโมเดลต่างๆ ข้างต้นมาประยุกต์ใช้แล้ว การสร้างระบบที่แยกเรื่องการแต่งตั้งกับการถอดถอนออกจากกันถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะคงความเป็นอิสระของตุลาการ
“การแยกระบบการแต่งตั้งกับระบบถอดถอนออกจากกัน คนที่มีอำนาจแต่งตั้งจะไม่มีอำนาจถอดถอน คนที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปแม้จะทำสิ่งที่ไม่ถูกใจผู้ที่แต่งตั้งตน แต่ก็ไม่กลัวว่าจะถูกถอดโดยผู้แต่งตั้ง เช่น อเมริกา คนแต่งตั้งคือประธานาธิบดีโดยมีวุฒิสภาเป็นผู้อนุมัติ แต่ตอนถอดออกต้องเข้ากระบวนการ Impeachment ซึ่งต้องเริ่มจาก ส.ส. ก่อน ลงมติ แล้วเสนอมให้ สว. ลงมติซ้ำ ซึ่งประธานาธิบดีไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ผู้พิพากษาจึงไม่ต้องกลัวและไม่ต้องทำงานตอบสนองต่อผู้ที่แต่งตั้งตนเข้าไป”
สิ่งที่เรียกว่าวิกฤตตุลาการที่วิตกกันไปก่อนหน้านี้จึงอาจเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว ทว่า วิกฤตจริงๆ ของสถาบันตุลาการไทยคือวิกฤตการขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยที่ยังไม่มีหนทางคลี่คลาย

ประยุทธ์นำถก 'กก.เตรียมการปฏิรูป' กำหนดอนาคตเพื่อพ้น 'กับดักรายได้ปานกลาง'


ประยุทธ์ นั่งประธานนำถก คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ กำหนดอนาคต เพื่อให้ประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งวิธีบริหารจัดการ ที่สำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายให้สากล โดยคำนึงถึงอัตตลักษณ์ความเป็นไทย เสนอ 7 วาระสำคัญ
12 ก.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (12 ก.ค.60) เวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ 2/2560 โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปประเทศมีหลักการสำคัญที่จะต้องทำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ และการปฏิรูปต้องทำให้เกิดขึ้นตามห้วงเวลาที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีผลงานผลสัมฤทธิ์ปรากฏตามห้วงเวลาที่จะต้องเกิดขึ้นทุกปี และทุก ๆ 5 ปี และต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีก 5 แผน ในระยะ 20 ปี คือแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ถึง 15 ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องหาข้อสรุปออกมาให้ได้ ว่าทำอย่างไรจะสอดคล้องกันทั้งหมด โดยเมื่อมีการปฏิรูปก็จะต้องมีแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ และกำหนดผลสัมฤทธิ์ไว้ล่วงหน้า ในทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศนำประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับวาระของสหประชาชาติ ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการในทั้ง 11 เป้าประสงค์ ซึ่งทุกอย่างจะต้องดำเนินการให้ประสานสอดคล้องกันให้ได้ทั้งหมด
โดย ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การประชุมมีความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของการกำหนดอนาคต เพื่อให้ประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งวิธีบริหารจัดการ ที่สำคัญคือการปรับปรุงกฎหมายให้สากล โดยคำนึงถึงอัตตลักษณ์ความเป็นไทย  จึงอยากให้ทุกคนใส่ใจกับกฎหมายให้มากขึ้น อย่ามองว่ารัฐบาลออกกฏหมายมาเพื่อควบคุม ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะกฏหมายถูกใช้เพื่อสร้างกระบวรการยุติธรรมให้เกิดความเท่าเทียมกับคนทุกกลุ่ม
“ผมย้ำว่า หากออกกฏหมาย เรื่องใด และส่งผลกระทบ ทำให้เกิดปัญหาจะต้องมีมาตรการมารองรับ ไม่ให้เป็นเหมือนอดีตที่ผ่านมา และอย่ามองว่ากฏหมายเป็นเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้มีการจัดระเบียบวาระการปฏิรูป 37 ประเด็น เข้าหมวดหมู่ให้เหลือ 11 วาระ และนำกิจกรรมมาปรับใช้ให้เกิดแผนปฏิรูป ที่ต้องสอดคล้อง กับ 6 ยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับวางเป็นแนวทางให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปใช้เป็นแนวทางในการทำงาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันจึงจะสำเร็จได้ 
“วันนี้รัฐบาลมองเป้าหมายประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกรายได้ ทุกวัย จะทำอย่างไรให้คนได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปประเทศ ทั้งคนในวันนี้และคนในวันหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้คาดหวัง วันนี้ทุกคนต้องร่วมมือกัน รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้า ไม่ว่าจะเป็นใคร ต้องร่วมมือกันในวันนี้ หากขัดแย้งกันในวันนี้ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องการเมือง เรื่องอะไรต่าง ๆ  แล้วก็ขัดแย้งกันเหมือนเดิม แล้วใครจะรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรี คสช. รับผิดชอบ อย่างไรผมก็ต้องรับอยู่แล้ว แต่ผมก็จะไม่ให้ไปสู่ตรงนั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ได้แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมวันนี้ได้มีการเสนอทั้งหมด 7 วาระสำคัญ ประกอบด้วย 1. การปฏิรูปกฎหมาย 2. การปฏิรูประบบตัวชี้วัดของภาครัฐทั้งหมด ที่ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของภาครัฐในวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์  จะสามารถตอบโจทย์ว่าประชาชนได้อะไรนั้นได้อย่างไร 3. ทำอย่างไรที่จะเป็นการปฏิรูปให้รัฐบาลมีความคล่องตัว กระชับมากขึ้น มีการผ่องถ่ายภารกิจที่ไม่จำเป็นออกไปให้ภาคส่วนอื่น 4. การจัดการกำลังคนภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะวันนี้มีข้าราชการอยู่เป็นจำนวนมาก ทำอย่างไรที่จะมีข้าราชการจำนวนที่เหมาะสมในอนาคต โดยในอนาคตจะมีรัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ที่จะทำให้กำลังพลบางส่วนหายไป  และบางส่วนจะถูกแทนที่ด้วยข้าราชการที่มีทักษะอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นในเรื่องของการรองรับ ในเรื่องของการ Re-skill ในเรื่องของการ Training ราชการ ตลอดจนการคัดกรองคนที่ไม่มีประสิทธิภาพออกจากระบบโดยที่ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งข้าราชการที่มีประสิทธิภาพนั้นจะทำอย่างไร 5. การปฏิรูปงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 6. การปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล 7. การยกระดับการให้บริการภาคประชาชน ซึ่งใน 7 เรื่องดังกล่าวมีข้อเสนอที่สำคัญคือจะใช้กลไกประชารัฐดำเนินการใน 7 เรื่องนี้ เพราะเนื่องจากระบบราชการเป็นเรื่องที่การปฏิรูปคงยังไม่สามารถทำขึ้นมาได้โดยตัวเอง จึงจะให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม โดยที่ประชุมได้มีการหารือกันถึงรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจที่จะทาบทามให้มาร่วมดำเนินการในด้านต่าง ๆ ซึ่งการปฏิรูปใน 7 มิตินี้จะเป็นมิติใหม่ของการปฏิรูปไปสู่ระบบราชการ 4.0 โดยจะเป็นกลไกประชารัฐ ที่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนมืออาชีพเข้ามามีส่วนในการปฏิรูป

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เตรียมชง ครม. ซื้อบินขับไล่ 8 ลำให้ 8.8 พันล้าน - ศรีสุวรรณ ชี้อาจขัด รธน. จ่อฟ้องศาล

 
 KAI T-50  เป็นเครื่องบินฝึกขับไล่ขั้นสูงที่ บริษัท KAI ของเกาหลีใต้ พัฒนาขึ้น ที่มาภาพประกอบ http://rach1968.blogspot.com/2015/09/t-50th.html

ครม.เตรียมพิจารณาการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่อีก 8 ลำ วงเงิน 8,800 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของกองทัพอากาศ ด้านศรีสุวรรณ ชี้อาจขัด รธน. จ่อฟ้องศาล
10 ก.ค.2560 รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยกับทาง "เดลินิวส์ออนไลน์ " ซึ่งสอดคล้องกับช่อง 7 สี ระบุว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 11 ก.ค.นี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม จะนำเรื่องการจัดหาเครื่องบิน T-50TH จำนวน 8 เครื่อง เพื่อให้ครบ 12 เครื่อง วงเงินประมาณ 8,800 ล้านบาทเศษ ผูกพัน 3 ปี ให้กับกองทัพอากาศ เสนอเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งเป็นการจัดหาต่อเนื่องในระยะที่ 2 หลังจากที่ ครม.อนุมัติ เมื่อ 2 ปีที่แล้วไว้จำนวน 16 เครื่อง โดยจัดหา 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 จำนวน 4 เครื่อง ระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง และ ระยะที่ 3 จำนวน 4 เครื่อง ให้กับกองทัพอากาศ
รายงานข่าวระบุอีกว่า การจัดหา T-50TH มาเป็นเครื่องฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น เพื่อทดแทนเครื่อง L-39 ที่เก่าใช้งานมานาน ใช้เทคโนโลยีเก่า และใกล้สิ้นสภาพ เป็นเครื่องที่มีสมรรถนะสูง นอกจากนำมาเป็นเครื่องฝึก แล้วยังสามารถใช้ปฏิบัติการทางอากาศได้หลากหลาย มีเทคโนโลยีทันสมัย ผลิตจากประเทศในเอเซีย มีใช้งานอยู่ใน 4ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย คาดว่าในอนาคตมีอีกหลายประเทศที่ให้ความสนใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติ และภูมิภาคอาเซียน
 
ทั้งนี้ T-50TH เป็นเครื่องบินขับไล่ สมรรถนะน้องๆ F-16s มีระบบเครื่องช่วยฝึกในอากาศ ที่เรียกว่า Embedded Trainning Systems ที่เหมาะสมที่จะใช้ นบ.ขับไล่ขั้นต้น ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเสนอให้ครม.รับทราบแล้ว คาดว่าวันที่ 29 ก.ค.นี้ จะเซ็นสัญญาผูกพันระหว่าง ทอ.กับ KAI ได้ 
 

ศรีสุวรรณ ชี้อาจขัด รธน. จ่อฟ้องศาล

ขณะที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เผยแพร่แถลงการณ์ของสมาคมฯ ระบุว่า การจัดหาเครื่องบินดังกล่าวอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 75 และมาตรา 76 เพราะขณะนี้ประเทศชาติกำลังเผชิญปัญหากับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของการบริหารราชการแผ่นดินของแต่ละรัฐบาลที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมและคณะรัฐมนตรีควรจะมีสำนึกถึงความยากแค้นของพี่น้องประชาชนที่ต้องทนทุกข์ทรมาณกับการขายสินค้าทางการเกษตรในราคาที่ตกต่ำสุด ๆ อันเนื่องมาจากความล้มเหลวในการบริหารงานของข้าราชการระดับสูง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล เช่น ราคาข้าวโพดตกต่ำ ราคายางพาราตกต่ำ ราคาสับปะรดตกต่ำ ราคามันสำปะหลังตำต่ำ ราคาข้าวตกต่ำ ฯลฯ แต่ทว่ากระทรวงกลาโหมกลับมาเสนอจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้าน เช่น การซื้อเรือดำน้ำ การซื้อรถถัง และการซื้อเครื่องบินขับไล่ ฯลฯ จึงขัดต่อหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เกิดประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งจะถือได้ว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
แถลงการณ์สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุด้วยว่า แม้ข้อกล่าวอ้างเพื่อความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมจะมีความสำคัญแต่สถานการณ์รอบบ้าน รอบประเทศของเราไม่มีปัญหาความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบกันแต่อย่างใด การสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดและประเทศไทยประชาชนส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน ยังมีชาวบ้านที่ถูกบังคับให้จนและถูกบังคับให้เป็นหนี้ยังมีอยู่อีกมากมาย การอนุมัติให้มีการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากมายทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศในขณะนี้ จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ถูกกาละเทศะอย่างรุนแรง
สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงขอเรียกร้องมายังคณะรัฐมนตรีได้โปรดอย่าตามใจกระทรวงกลาโหมไปหมดเสียทุกอย่าง ขอได้โปรดมีความกล้าหาญในการสั่งชะลอการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ให้กับทอ. เสียและนำเงินดังกล่าวไปพยุงราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำในขณะนี้จะดีกว่า และหากประเทศไทยร่ำรวยชึ้นมาเมื่อไรค่อยไปจัดซื้อจัดหาก็คงไม่สายหรือเสียหน้าแต่อย่างใด แต่หากคณะรัฐมนตรียังคงเดินหน้าอนุมัติให้กระทรวงกลาโหมจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ให้กับทอ.ได้ต่อไปโดยไม่สั่งให้มีการทบทวนหรือชะลอโครงการนี้ สมาคมฯจำต้องนำความขึ้นฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ประกอบมาตรา 51 ต่อไปแน่นอน

แพทย์ชนบทจับตาแก้ ก.ม.บัตรทอง 3 ประเด็น ‘ร่วมจ่าย-แยกเงินเดือน-จัดซื้อยา’


ประธานแพทย์ชนบท เผย 3 ประเด็นสำคัญในการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง ระบุ สธ.มีเจตนาชัดในการปลุกผีดิบร่วมจ่าย ณ จุดบริการ ประกาศสู้ ไม่ยินยอมให้แยกเงินเดือนบุคลากรจากงบเหมาจ่าย ย้ำหากยอมให้กระทรวงหมอจัดซื้อยาเอง จะซ้ำรอยทุจริต 1,400 ล้านบาท
11 ก.ค. 2560 รายงานข่าวแจ้งว่า นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ก่อนจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีปัญหาสุขภาพ 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ความเสมอภาคเท่าเทียม ทั้งระหว่างคนเมืองกับชนบทและแต่ละภูมิภาค และปัญหาระหว่างกองทุนต่างๆ ในเรื่องชุดสิทธิประโยชน์ที่รัฐให้การดูแล 2.คุณภาพของบริการ 3.ประสิทธิภาพของระบบ
นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ประเทศไทยจัดระบบบริการตามโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย (มท.) และผูกติดระบบบริการกับหน่วยบริการที่ถูกสร้างขึ้นมาในแต่ละพื้นที่ เช่น บางจังหวัดมีโรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลจังหวัดจำนวน 3-4 แห่ง อัตรากำลังข้าราชการก็แปรไปตามขนาดของโรงพยาบาลโดยที่ไม่ได้สนใจภาระงานที่เกิดขึ้นจริง บางจังหวัดมีภาระงานน้อยแต่มีโรงพยาบาลและข้าราชการมากรัฐก็ดูแลมาก ซึ่งในอดีตพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่ได้รับการดูแลจากรัฐน้อยที่สุด นั่นหมายความว่าประชาชนภาคอีสานก็ย่อมได้รับการดูแลน้อยกว่าภาคอื่นๆ
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งหมดจึงนำมาซึ่งความคิดในการปฏิรูประบบเปลี่ยนจากระบบอนาถาหรือขอทานบริการมาเป็นการให้สิทธิแก่ประชาชน โดยเริ่มจากนำงบประมาณทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลขนาดเล็กได้รับเงินเพิ่มขึ้นและสามารถเหลือเงินไปจ้างลูกจ้างชั่วคราวมาให้บริการประชาชนในชนบท ฉะนั้นหลักการสำคัญของบัตรทองก็คือ 1.เราต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในทุกมิติ 2.คุณภาพการบริการจะเกิดขึ้นได้เม็ดเงินต้องเพียงพอ 3.การบริการมีประสิทธิภาพภายใต้กลไกการควบคุมโดยอำนาจของผู้ซื้อบริการ
“ถ้ามันตกอยู่ในมือของกระทรวงสาธารณสุข พอมีงบประมาณมาก็โกงงบประมาณกัน พอมีรถพยาบาลมาก็โกงรถพยาบาลกัน ตั้งราคาที่สูงเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนสีไหน เหมือนกันหมดคือไปซื้อของที่ไม่อยากได้แต่เรียกส่วนต่างได้ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้จะทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงบริการ ไม่สามารถเข้าถึงยาได้” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว พร้อมกล่าวด้วยว่า หากไม่มีการควบคุมการบริการที่มีประสิทธิภาพโดยอำนาจของผู้ซื้อ อำนาจการต่อรองราคาก็จะไม่เกิดขึ้น โดยสิ่งที่เห็นชัดตั้งแต่ก่อนและหลังมี สปสช.ก็คือกรณีการทำสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) ที่ทำให้บริษัทยาลดราคาลงจำนวนมาก หรือยกตัวอย่างกรณีเลนส์ตาซึ่งในอดีตคนไข้ต้องผ่าเอง แต่ตั้งแต่มี สปสช.ต่อรองราคาจากข้างละกว่าหมื่นบาทเหลือแค่ 2,800 บาท นั่นเพราะ สปสช.จัดซื้อเป็นจำนวนมากและจัดซื้อจริง
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีความพยายามพลิกฟื้นผีดิบการร่วมจ่ายขึ้นมาอีกครั้งโดยส่อเจตนาชัดเจน ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่าย ณ จุดบริการ เพราะจะทำให้แพทย์กลายเป็นซาตานโดยไม่รู้ตัว เพราะแทนที่จะตรวจคนไข้อย่างญาติมิตรพี่น้องก็กลายเป็นว่าต้องถามสิทธิของเขาก่อน แพทย์ก็จะเกิดบาปขึ้นไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ขอประกาศจุดยืนว่าอย่างไรแล้วเงินเดือนก็ต้องอยู่ในเงินเหมาจ่ายรายหัวไม่สามารถแยกได้ เพราะหากแยกออกไปแล้วโรงพยาบาลในเมืองก็จะไม่เกิดสำนึกทางการเงิน เวลาใครขอย้ายจากชนบทไปอยู่ในเมือง เมืองก็จะรับทันทีเพราะไม่ต้องจ่ายเงินอะไร แต่ถ้ายังรวมอยู่ในรายหัวเหมือนเดิม โรงพยาบาลเมืองก็จะประเมินแล้วว่าคนของตัวเองเยอะเกิน อาจจะไม่รับเพิ่มดีกว่า ตรงนี้จะเป็นแรงช่วยดันไว้ช่วยชะลอไม่ให้แพทย์ไหลจากชนบทไปสู่เมืองได้เร็วขึ้
“ต้องขอบคุณภาพประชาชนที่เข้าใจประเด็นต่างๆ และออกมาร่วมต่อสู้ และแพทย์ชนบทก็ไม่ได้หนีไปได้ ก็ยังร่วมต่อสู้อยู่ตรงนี้ โดยเรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องการร่วมจ่าย เรื่องการแยกเงินเดือน และเรื่องการจัดซื้อยา หากไม่ต่อสู้แล้วยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เราเกิดปัญหาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อยาหากยังปล่อยให้อยู่ในมือกระทรวงสาธารณสุข มันก็จะเกิดปรากฏการณ์อย่างที่พวกเราหลอนกันอยู่ คือมีงบมา 1,400 ล้านบาท นักการเมืองสั่งได้ รัฐมนตรีสั่งได้ สั่งให้ข้าราชการไปซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่งบประมาณเป็นภาษีของเรา ฉะนั้น 3 ประเด็นนี้คือประเด็นสำคัญ หากจะมีการปรับแก้กฎหมายก็ต้องทำให้ 3 เรื่องนี้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้มันสวนทางกัน”นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ เพจชมรมแพทย์ชนบท กำลังติดตามการกันงบค่าเสื่อม 30% ไว้ที่ส่วนกลาง โดยทำหนังสือเปิดผนึกถึง นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ลงวันจันทร์ที่ 10 ก.ค.ความว่า 
"ตามที่ท่านได้ แจ้งในบอร์ด สปสช.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2560 ท่านขอให้บอร์ด สปสช.แก้ไขประกาศ เกณฑ์การจัดสรร งบค่าเสื่อมให้กับโรงพยาบาลต่างๆเสียใหม่
จากเดิมงบนี้จะต้องกระจายลงไปสู่หน่วยบริการต่างๆ ร้อยละ90 กันไว้ร้อยละ 10 ดูในภาพรวม และทำให้หน่วยบริการต่างๆมีงบในส่วนนี้เพิ่มขึ้น กระจายอย่างเป็นธรรม ลดปัญหาการจัดสรรที่อาจส่อไปในทางทุจริต กินหัวคิว ทั้งระดับบน เขต จังหวัดได้
แต่ท่านกลับทำหนังสือถึงเลขา สปสช.ให้เสนอบอร์ดเพื่อแก้ไขประกาศ ให้กันไว้ถึง 30 เปอร์เซนต์ เหลือไปโรงพยาบาลต่างๆเพียง 70 เปอร์เซนต์
ยังไม่ทันไร ก็เห็นแล้วว่าท่านคิดอะไร การรวบอำนาจมีจริง การแก้ กฏหมายบัตรทอง ส่อเค้าลางแห่งความไม่เป็นธรรมในระบบสุขภาพเกิดขึ้น ย้อนยุคสมัยทุจริตยา ค่าเสื่อม ไทยเข้มแข็ง รถพยาบาลฉาว ประวัติศาสตร์นี้ คนในกระทรวงบางคนไม่เคยจดจำ
ท่านเคยเอาเรื่องนี้ไปเสนอใน กรรมการ 7*7 หรือไม่ ทั้งๆที่ท่านนั่งหัวโต๊ะ
ท่านเคยเอาเรื่องนี้ไปเสนอในอนุกรรมการการเงินการคลังหรือไม่ เพราะทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการด้านหลักประกันต้องผ่านกรรมการกลั่นกรองชุดนี้ก่อน แล้วอยู่ๆท่านเอาไปเสนอในบอร์ด
ไม่น่าเชื่อว่ากรรมการ 7*7 ที่ให้เป็นเวทีเพื่อเสนอความเห็นโดยมีตัวแทนทั้งจากโรงพยาบาล และ สปสช. ที่ รมว.สธ.เป็นผู้แต่งตั้ง ปลัด สธ.เป็นประธานเอง แต่ท่านกลับรวบรัดใช้อำนาจลัดขั้นตอน
เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า
จึงขอเรียกร้องให้ท่านปลัดโสภณ ถอนเรื่องนี้กลับไปโดยเร็ว และหากยืนยันตามความคิดของท่าน พวกเราชมรมแพทย์ชนบท โรงพยาบาลชุมชน จะขอคัดค้านอย่างถึงที่สุด
งบลงทุนในกระทรวงสาธารณสุข ที่กระจายไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม ในมือปลัดกระทรวงสาธารณสุข กว่า 10,000 ล้าน ยังไม่พออีกหรือ
ท่านกำลังจะรีดเลือดปู
ท่านกำลังดูดไอติม จนเหลือแต่ ไม้ไอติม
 หากเป็นอย่างนี้แล้ว งบจะยังคงไปถึงโรงพยาบาลอีกหรือ?"